วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ย่ำแดนอาทิตย์อุทัย

ย่ำแดนอาทิตย์อุทัย
ประทุมทิพย์ ทองเจริญ / สรุป
 
 
1.ความทันสมัยและเทคโนโลยี  ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระดับโลก ภายหลังจากที่สูญเสียจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ญี่ปุ่นแทบจะไม่เหลืออะไรเลย นอกจากมันสมองและสองมือที่พวกเขาเหลืออยู่ กระทั่งได้พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ สู่สายตาชาวโลก รวมถึงพัฒนามาตรฐานและระบบประกันคุณภาพของสินค้าและบริการให้เป็นที่น่าเชื่อถือภายใต้คำว่า “Made in Japan  เทคโนโลยีสารสนเทศที่ว่านี้มีตั้งแต่การใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ห้องน้ำ  ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ญี่ปุ่นนำไปช่วยเหลือเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติอย่าง Olympic London 2012 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ รวมถึงเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ เป็นต้น

 2 บุคลิกของคนญี่ปุ่น  คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีความขยัน ซื่อสัตย์ อดทนสูง มีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิต มีความรับผิดชอบ รักเกียรติยศและศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลและประเทศอย่างมาก  หรือ อาจเรียกว่ามีเลือดของความเป็นชาตินิยมสูง ด้วยสภาวการณ์ที่แข่งขันสูงในญี่ปุ่นจึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เกิดความเครียดแฝง สะสมวันแล้ววันเล่ากระทั่งต้องหาวิธีการระบายออก เช่น การร้องเพลงคาราโอเกะ เกมส์ขว้างแก้ว จาน ชาม หรือแม้กระทั่งการคิดสั้นฆ่าตัวตาย  ซึ่งมัคคุเทศก์บอกกับคณะศึกษาดูงานว่าบุคลิกของคนญี่ปุ่นมี 2 ด้าน “ภายใน-ภายนอก” หรือ “อุระ โอโมเตะ” กล่าวคือ คนภายนอกมองคนญี่ปุ่นว่ามีความสดใส ร่าเริง สนุกสนานและมีความสุขกับการใช้ชีวิตและการทำงาน แต่ภายในซึ่งคนญี่ปุ่นทราบดีว่าแฝงไปด้วยความเครียด กดดัน ในสภาวะของการแข่งขันและค่าครองชีพสูง เป็นต้น ซึ่งตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกอย่างมีสองด้านเสมอ ไม่ขาวก็ดำ ไม่มีใครหรือสิ่งใดในโลกสมบูรณ์แบบ ซึ่งหากญี่ปุ่นแก้ไข หรือ เยียวยาตรงนี้ได้  คนญี่ปุ่นจะเป็นพลเมืองที่วิเศษมาก

3 วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม  จากการได้ไปเยือนที่ญี่ปุ่น พบว่าคนญี่ปุ่นมีความตระหนักในเรื่องการรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามเพื่อคนในชาติและชาวโลกที่มาเยือนได้ศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมอันสะท้อนอัตลักษณ์และจิตวิญญาณของคนญี่ปุ่น รวมถึงการรักษาธรรมชาติ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สังเกตได้จากการที่คนญี่ปุ่นจะเปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 28-30 องศาเซลเซียส เพื่อประหยัดพลังงาน และการนิยมดื่มน้ำขวดเล็กเพื่อให้ดื่มหมดภายในครั้งเดียว (ป้องกันการดื่มทิ้งๆ ขว้างๆ) ตลอดจนการขุดเจาะอุโมงค์ผ่านภูเขาโดยใช้วิธีการขุดเจาะแทนการระเบิดให้แยกออกจากกัน เป็นต้น เหล่านี้ หากมองจากคนภายนอกจะพบว่าญี่ปุ่นได้ผสานวัฒนธรรม ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเข้ากันอย่างลงตัว พร้อมๆกับการก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโดยที่มิได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด  

4 ความเอาใจใส่ต่อคุณภาพชีวิตของพลเมือง  ตลอดการศึกษาดูงาน 3 วัน พบว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมีความเอาใจใส่ต่อคุณภาพชีวิตของพลเมืองในประเทศของเขาอย่างมาก  ทั้งเรื่องอาหารการกินที่ปลอดภัยจากสารพิษ การทำถนนหนทางที่สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย  การทำกำแพงสูง 2-3 เมตรให้มีลักษณะโค้งออกมาเพื่อป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกเข้าไปในตัวอาคาร  ตลอดจนน้ำประปาดื่มได้ และส้วมสาธารณะที่สะอาดและทันสมัย เป็นต้น เหล่านี้ สะท้อนถึงความเอาใจใส่ต่อพลเมืองที่รัฐบาลญี่ปุ่นมอบให้รวมทั้งความเท่าเทียมและเสมอภาคด้วยการกำหนดราคาสินค้าและบริการทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติในราคาเดียวกัน  ไม่มีการแบ่งแยก เป็นต้น

5 การรักษาความปลอดภัยในองค์กร  จากการศึกษาดูงาน พบว่าการรักษาความปลอดภัยในการติดต่อกับหน่วยงานของญี่ปุ่นมีสูงมาก เห็นได้ชัดเจนจากติดต่อประสานเพื่อการศึกษาดูงานในหน่วยงานของญี่ปุ่นทั้ง 3 แห่ง ได้แก่  JICA (The Japan International Cooperation Agency) MEXT (Ministry of Education, Culture, Sports, Science and Technology)  และ GRIPS (National Graduate Institute for Policy Studies)  พบว่า บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาติดต่อ  ไม่สามารถเดินเข้าไปในหน่วยงานดังกล่าวได้โดยพลกาล  ต้องรออยู่บริเวณที่นั่งรอ  เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เราติดต่อประสานมาต้อนรับและพาคณะศึกษาดูงานขึ้นไปตามภารกิจที่ได้ติดต่อล่วงหน้า   ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองไทยแล้ว ในบ้านเรายังขาดความตระหนักในเรื่องนี้  เปิดโอกาสให้คนภายนอกเข้านอกออกในได้สะดวก  และเข้า-ออกภายในหน่วยงานได้ง่าย เช่น คนขายประกัน  เจ้าหน้าที่ธนาคารที่มาขายบัตรเครดิต หรือแม้แต่กลุ่มมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวเข้ามาเพื่อลักเล็กขโมยน้อย โจรกรรม หรือ ก่ออาชญากรรม เป็นต้น  ดังนั้น ประเด็นนี้จึงควรแก่การนำมาเป็นแบบอย่างในบ้านเราเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่พนักงานและองค์กรมากขึ้น

6. การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง  ที่ได้รับจากการศึกษาดูงาน ณ ต่างประเทศ ซึ่งมีลักษณะต่างที่ ต่างถิ่น และต่างวัฒนธรรม ทำให้คณะนักศึกษาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากในหนังสือ ตำรา ซึ่งเป็นข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) แต่การได้มาศึกษาดูงานในครั้งนี้เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ซึ่งจะได้รับข้อมูลแบบปฐมภูมิ (Primary Data) ได้เห็น ได้สัมผัส จากของจริง สอดคล้องกับการศึกษาทางเลือก และสำนวนไทยที่ว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น  ซึ่งการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษาควรสนับสนุนการศึกษาดูงานนอกสถานที่ทั้งภายในประเทศ และภายนอกประเทศมากขึ้น เพื่อเติมเต็มความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้เรียนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น