วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

When people leave from school, studying at university or get a job, Which one is better?


Pratumtip Thongchareon, Yim

When people leave from school, there are two choices for decision making; study at college / university is the first, and the second is get a job. There are many reasons to describe and explain the difference from them following this.
 
To begin with, studying at college or university are many advantages; get a higher degree, get more knowledge, and opportunity to get a good job after graduated. For example, People who would like to study in college or university suddenly they leave from school, most of them come from high level families, they also have enough money to support this either or have got scholarship from governments or other foundations. Certainly, they have a good chance to study in many subjects which is fulfilling their knowledge and academic experiences more and more. Moreover, there are a variety of learning sources in college or university outside classroom such as library and different clubs. Particularly, they also have opportunities to get a good job and high salary when they are graduated. These are some reasons to support some people who prefer the first choice.

On the other hand, get a job are many advantages; make money for paying living costs, get some skills and experiences from working, and opportunity to get a high position. For instance, some people who come from a middle or poor families, they have not enough money to support studying in suddenly. They need to get a job to make money in order to pay living costs of their families. Furthermore, they can learn some skills and get some good experiences from their working. If they pay more and more attention to their work, they may have opportunity to get a high position from their manager. Especially, if they have enough money, they may decision to study at college or university after that, because of no one is too old to learn. These are some reasons to support the second choice.

In conclusion, I really agree with both choices because people have different reasons and contexts. For some people who would like to get a higher degree, get more knowledge, and opportunity to get a good job after graduated, studying at college or university is a good choice. While, some people who would like to make money for paying their living costs, get some skills and experiences from working, and opportunity to get a high position, the second choice is better.

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การเตรียมตัวสอบ IELTS

 สำหรับ IELTS มีรายละเอียดการสอบ ดังนี้
1. สมัครออนไลน์สะดวกกว่าสมัครแบบส่งเอกสาร ที่ URL นี้ค่ะ
http://www.britishcouncil.org/th/thailand-exams-ielts-registration-fees.htm
รูปถ่ายที่ใช้สมัครเป็นรูปถ่ายวีซ่าสหรัฐอเมริกา เปิดหู
2. แนะนำให้สอบกับ British Council ค่ะ เครื่องมือ และ Staffs มืออาชีพ มากๆ
    มีสนามสอบ 2 แห่ง คือ กรุงเทพฯ และ เชียงใหม่ สำหรับกรุงเทพฯ สนามสอบที่โรงแรมแลนด์มาร์ค
    เดินทางโดย BTS ลงสถานี นานา (Nana Station)
3. กรณีสมัครออนไลน์ ค่าสมัคร 6,300 บาท จ่ายผ่่านบัตรเครดิตค่ะ
4. มีสอบวันพฤหัส กับ เสาร์ค่ะ เสาร์เกือบทุกเสาร์ บางคนได้สอบ speaking วันอาทิตย์ก็มี
5. สอบครบ 4 ทักษะค่ะ เริ่มจาก ฟัง อ่าน เขียน (เช้า)  ช่วงบ่าย สอบพูดอย่างเดียวค่ะ คนละ 10-14 นาที
   แบ่งตามห้อง และล็อคเวลาไว้แล้ว
6.ควรนำเสื้อหนาวไปด้วย เพราะแอร์เย็นมากๆ ของทุกอย่างจะต้องฝากไว้ทีจนท.
   ห้ามนำเข้าห้องสอบ เข้าได้เฉพาะหลักฐานแสดงตนเอง เขาจะแจกดินสอและยางลบบนโต๊ะสอบ
7. วันสอบเอาหลักฐานไป เช่น บัตรประชาชน หรือ หนังสือเดินทาง (ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้อันไหนสมัคร)
8. ก่อนสอบ 30 วัน ถ้าสมัครกับ British จะมีแบบฝึกหัดให้ลองทำค่ะ
9. รูปแบบการสอบ มี 2 ชนิด 1) แบบ general 2) แบบ Academic
ส่วนใหญ่จะสอบแบบที่ 2 เพราะนำผลไปใช้ได้มากมายกว่าค่ะ ถ้าเพื่อเรียนต่อ
ต้องแบบที่ 2 เท่านั้น
10. วันสอบไปตั้งแต่เช้าตรู่ 7.00 น. ควรถึงโรงแรมแลนมาร์ค (สนามสอบ) เพื่อตรวจหลักฐานค่ะ
เริ่มสอบจริง 09.00 น. คนสอบประมาณ 300 คน / สัปดาห์
11. เทคนิค คือ ต้องทำให้ทัน ครบทุกข้อ
12. สอบฟังกับ British จะมีหูฟังให้ค่ะ เสียงชัดเจนมาก
13. ประกาศผลหลังจากสอบ 13 วัน ตรวจทางเวบไซต์ที่สมัครได้ก่อนค่ะ
ส่งเอกสารจะส่งตามไปทีหลัง
14. คะแนนสูงสุดแต่ละทักษะ คือ 9 ถ้าได้ 5 ขึ้นไปถือว่า ok เบื้องต้น  การให้คะแนนจะมีจุดด้วย
      เช่น 5.5 ถ้าจะไปต่างประเทศ อย่างน้อย 6 ทุกทักษะค่ะ (แต่ต้องไปเรียนภาษาเพิ่มเติม)
      แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่ต้องการที่ 6.5 ถ้ามหาวิทยาลัยชั้นนำอาจต้องการถึง 7 หรือ 7.5
15. ข้อสอบฟัง 40 นาที และอ่าน 60 นาที กระดาษคำตอบแผ่นเดียวกัน (หน้า-หลัง)
เขียน 60 นาที (เวลาสอบเวลาผ่านไปเร็วมาก) เขียนมี 2 หัวข้อตามที่กำหนด
16. ลองเข้าไปทำแบบฝึกหัดใน http://www.ielts-blog.com/
17. ประกาศผลสอบหลังสอบเสร็จ อย่างน้อย 13 วันทำการ ดูผลได้ทางเวบไซต์ก่อน จากนั้นเอกสารอีกประมาณ 2-3 วันจะถูกจัดส่งแบบ EMS ไปตามที่อยู่ที่ผู้สอบจ่าหน้าซองไว้
18. การนำผลไปใช้ประโยชน์ ส่วนใหญ่แทบทุกที่รับทั้ง TOEFL และ IELTS เมื่อก่อนสหรัฐฯ
      รับเฉพาะ TOEFL แต่ปัจจุบันรับทั้งสองแบบ ส่วนในไทยอาจรับผล CU-TEP, TU-GET ด้วย
      ขณะที่ม.สงขลานครินทร์ ก็จะมี PSU-GET
19. ส่วนใหญ่ต้องสอบหลายครั้ง จนกว่าจะได้ระดับคะแนนที่พอใจ บางคนสอบเป็น 10 ครั้งก็มี
      ผลคะแนนที่เราพอใจก็จะมีอายุหลังจากการสอบ 2 ปี ถ้าหลังจากนั้นจะนำไปยื่นอะไรไม่ได้อีก
      ต้องสอบใหม่

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของไทยที่เปิดสอน รัฐศาสตร์ และ รัฐประศาสนศาสตร์ ระดับบัณฑิตศึกษา

ประทุมทิพย์ ทองเจริญ
เกณฑ์ที่ใช้พิจารณาเบื้องต้น 4 เกณฑ์หลัก ได้แก่
1)       ชื่อเสียง / ความนิยมที่จะเข้ารับการศึกษา
2)       ระยะเวลาการเปิดสอน
3)       การจัดอันดับ
4)       การสำเร็จการศึกษาของบัณฑิต

ที่
คณะ
   สถาบันอุดมศึกษา
หลักสูตรปริญญาเอก
1[1]
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต
2
คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (สาขาวิชารัฐศาสตร์)
3
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์
 
ม.เกษตรศาสตร์ (ป.เอกยังไม่เปิดสาขานี้) เท่าที่มี คือ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต  (สาขาสังคมศาสตร์)
4
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่
 
(กำลังเตรียมที่จะเปิดสอน 2 หลักสูตร)
1) ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (รัฐศาสตร์)
2) รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต (การเมืองและการบริหารรัฐกิจ)
5
ภาควิชาสังคมศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
ม.มหิดล   รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต
สาขานโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ
6
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ขอนแก่น ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น ม.ขอนแก่น รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต
สาขาการบริหารกิจการสาธารณะ  
(หลักสูตรนานาชาติ)
7
คณะวิทยาการจัดการ
ม.สงขลานครินทร์
(วิทยาเขตหาดใหญ่)
ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (การจัดการ)
8[2]
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)  รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต
(หลักสูตรภาษาไทย และ หลักสูตรนานาชาติ)
9
คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตรัฐประศาสนศาสตร์
10 -สาขาวิชารัฐศาสตร์
-สาขาวิชาวิทยาการจัดการ  
(รปศ..โท)
ม.สุโขทัยธรรมาธิราช รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต
11[3] วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ .บูรพา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์)
12 คณะวิทยาการจัดการ ม.ศิลปากร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (การจัดการ)
13 วิทยาลัยการจัดการเพื่อการพัฒนา (U-MDC) .ทักษิณ (เดิม คือ มศว.ภาคใต้) ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์)
14 ภาควิชารัฐศาสตร์    
คณะสังคมศาสตร์
.ศรีนครินทรวิโรฒ ยังไม่เปิดสอนระดับป.เอก



[1] ลำดับที่ 1-7 รายชื่อ 7 มหาวิทยาลัยชั้นนำทางสังคมศาสตร์ ตามการจัดอันดับของ QS University Ranking ค.ศ.2009-2012 
ทั้งนี้  บางปีลำดับล่างๆ เช่น ลำดับที่ 4-7 อาจสลับกัน
[2] ในงานของ เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ (2554: 79) เรื่อง"ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรปศ" บทที่ 4 พูดถึงหลักสูตรรปศ.ของไทย เป็นการนำงานของ อุทัย เลาวิเชียร ที่ได้กล่าวถึงสถาบันอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียงและเปิดสอนสาขารัฐประศาสนศาสตร์มาอย่างยาวนานมาวิพากษ์ ซึ่งมีรายชื่อเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง คือ ลำดับที่ 8-10 (ที่มา Uthai Laohavichien, "Education for public administration in Thailand", in Ledivina V Carino,ed. Public Education management in ASIA amd The Pacific (Manila: Philipines Institute for Development Studies,1991), pp.305-328)
[3] ลำดับที่ 11-14 (เพิ่มเติม) เนื่องจากปัจจุบันมีการเปิดสอนในระดับปริญญาเอกแล้ว และกำลังได้รับความนิยมจากผู้สนใจทั่วไป รวมถึงมีบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขานี้แล้ว เช่น ม.บูรพา

ข้อสังเกต:
1. ชื่อปริญญาที่ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ..1) รัฐศาสตร์ 2) รปศ. 3)การจัดการ
2. มีเพียงวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น ม.ขอนแก่น และ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่เปิดสอน

หลักสูตรนานาชาติ ขณะที่สถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ในกลุ่ม เปิดสอนเฉพาะหลักสูตรภาษาไทย นอกจากนี้ ยังพบว่า
ชื่อสาขาก็แตกต่างออกไปจากกลุ่มคือ ใช้คำว่า "สาขาการบริหารกิจการสาธารณะ"
3. การวัดผลการศึกษา พบว่าม.ธรรมศาสตร์ และ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์มีการให้เกรดเป็น "ประจุลบ" ด้วย
กล่าวคือ ม.ธรรมศาสตร์ เพิ่มประจุ A-, B- เข้ามาในเกรดปกติ ขณะที่นิด้า เพิ่ม A-,B- และ C- ในระบบด้วยเพื่อให้การวัดผล
มีความเที่ยงธรรมมากขึ้น เนื่องจากการศึกษาระดับปริญญาเอกคะแนนของนักศึกษาแต่ละคนอาจจะใกล้เคียงกันมาก ห่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ก็ถือว่ามีความต่างกันอยู่ การเพิ่มเกรดให้มีความหลากหลายจะช่วยให้เกิดความยุติธรรมมากขึ้น การให้เกรด
แบบประจุลบนี้สอดคล้องกับการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงถือว่ามีความเป็นสากล และมีแนวโน้มว่าในอนาคตสถาบันอุดมศึกษาของไทยอีกหลายแห่งจะมีการปรับเกณฑ์การวัดผลให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป






 

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

JICA องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นที่ใครๆก็รู้จัก


ประทุมทิพย์ ทองเจริญ
 
The Japan International Cooperation Agency (JICA)  เป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น  ซึ่งมุ่งเน้นภารกิจในการพัฒนามนุษยชาติให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะประเทศที่ยากจน ด้วยการสนับสนุนเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และความร่วมมือด้านการวิจัยกับองค์กรต่างๆทั่วโลก (ยุโรป  เอเชีย  ตะวันออกกลาง  แอฟริกา โอเชียเนีย  ลาตินอเมริกา) ซึ่งที่เน้นเป็นพิเศษ ก็คือ กลุ่มประเทศในแถบเอเชีย ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA : Southeast Asia) และกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ทั้งกลุ่มประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศ และประเทศสมาชิกใหม่ในอาเซียน หรือ CLMV (Cambodia / Laos / Myanmar / Vietnam) โดยเฉพาะการสนับสนุนในหลากหลายสาขาทางด้านวิศวกรรม (Engineering) ได้แก่ วิศวกรรมเคมี (Chemical) วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม (Environment) วิศวกรรมการผลิต (Manufacturing) วัสดุวิศวกรรม (Material) วิศวกรรมโยธา (Civil) วิศวกรรมไฟฟ้า (Electric & Electronic) วิศวกรรมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) วิศวกรรมเครื่องกลและอากาศยาน และวิศวกรรมธรณี (geological) ร่วมกับสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา (Higher Education) ซึ่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการประสานเชื่อมโยงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยของภูมิภาค คือ AUN (ASEAN University Network)  และ SEED-Net  (Southeast Asia Engineering Education Development Network)  ร่วมกับมหาวิทยาลัยในอาเซียน 19 แห่ง และมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น 11 แห่ง ซึ่งในอนาคตการพัฒนาการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของกลุ่มประเทศที่กล่าวมา คือ การพัฒนาโปรแกรมปริญญาโทและปริญญาเอกให้มีความเป็นสากลในภูมิภาคเดียวกันมากขึ้น

จากการศึกษาดูงานที่ JICA ในครั้งนี้  ทำให้คณะนักศึกษาได้รับข้อคิดที่เป็นประโยชน์และนำไปสู่การประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทยดังนี้

1)  สำหรับประเทศไทยควรมีองค์กรกลางที่ทำหน้าที่ในการประสานงานระหว่างองค์กร เนื่องจากในทางปฏิบัติพบว่าบริบทของสังคมไทยส่วนใหญ่เป็นการทำงานแบบแยกส่วน ขาดการประสานงานเชื่อมโยงที่ดีระหว่างหน่วยงานกับหน่วยงาน  อาทิ การขุดเจาะถนนเพื่อวางท่อของเทศบาล การประปา  การไฟฟ้า เพื่อทำโครงการอะไรบางอย่าง บนถนนสายเดียวกัน แต่ทำกันคนละครั้ง ภายในเวลาใกล้เคียงกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าใช้งบประมาณคนละหน่วยงาน  ซึ่งในสายตาของประชาชน ต้องการให้มีการพูดคุยกันของหน่วยงาน วางแผนร่วมกัน เป็นการประหยัดงบประมาณ ประหยัดเวลา และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ดังนั้น การมีองค์กรกลางซึ่งทำหน้าที่ประสานงานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างองค์กรจึงเป็นความคิดที่ดีในการพัฒนาและต่อยอดการทำงานในภาพใหญ่ระดับประเทศ  ภูมิภาค และระดับโลกให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น

2) ทำให้เกิดแนวคิดต่อการนำประเด็นมาสู่การพัฒนานโยบายทางด้านการศึกษาของประเทศไทย  กล่าวคือ ในการสร้างสังคมฐานความรู้ให้เกิดขึ้นสำหรับการสนับสนุนการพัฒนาประเทศ  สิ่งที่ต้องทำ คือ  กระทรวงศึกษาธิการของไทยควรมีนโยบายที่ชัดเจนต่อการสนับสนุนการสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยในประเทศในการสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาความรู้ทางด้านเศรษฐกิจ  สังคม  วัฒนธรรม  และเทคโนโลยีร่วมกัน  โดยสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มีการแลกเปลี่ยนบุคลาการทางวิชาการ  ชี้แนะประเด็นที่มีความจำเป็นต่อการทำวิจัยร่วมกันในลักษณะเครือข่ายทางวิชาการ

ย่ำแดนอาทิตย์อุทัย

ย่ำแดนอาทิตย์อุทัย
ประทุมทิพย์ ทองเจริญ / สรุป
 
 
1.ความทันสมัยและเทคโนโลยี  ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระดับโลก ภายหลังจากที่สูญเสียจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ญี่ปุ่นแทบจะไม่เหลืออะไรเลย นอกจากมันสมองและสองมือที่พวกเขาเหลืออยู่ กระทั่งได้พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ สู่สายตาชาวโลก รวมถึงพัฒนามาตรฐานและระบบประกันคุณภาพของสินค้าและบริการให้เป็นที่น่าเชื่อถือภายใต้คำว่า “Made in Japan  เทคโนโลยีสารสนเทศที่ว่านี้มีตั้งแต่การใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ห้องน้ำ  ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ญี่ปุ่นนำไปช่วยเหลือเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติอย่าง Olympic London 2012 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ รวมถึงเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ เป็นต้น

 2 บุคลิกของคนญี่ปุ่น  คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีความขยัน ซื่อสัตย์ อดทนสูง มีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิต มีความรับผิดชอบ รักเกียรติยศและศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลและประเทศอย่างมาก  หรือ อาจเรียกว่ามีเลือดของความเป็นชาตินิยมสูง ด้วยสภาวการณ์ที่แข่งขันสูงในญี่ปุ่นจึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เกิดความเครียดแฝง สะสมวันแล้ววันเล่ากระทั่งต้องหาวิธีการระบายออก เช่น การร้องเพลงคาราโอเกะ เกมส์ขว้างแก้ว จาน ชาม หรือแม้กระทั่งการคิดสั้นฆ่าตัวตาย  ซึ่งมัคคุเทศก์บอกกับคณะศึกษาดูงานว่าบุคลิกของคนญี่ปุ่นมี 2 ด้าน “ภายใน-ภายนอก” หรือ “อุระ โอโมเตะ” กล่าวคือ คนภายนอกมองคนญี่ปุ่นว่ามีความสดใส ร่าเริง สนุกสนานและมีความสุขกับการใช้ชีวิตและการทำงาน แต่ภายในซึ่งคนญี่ปุ่นทราบดีว่าแฝงไปด้วยความเครียด กดดัน ในสภาวะของการแข่งขันและค่าครองชีพสูง เป็นต้น ซึ่งตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกอย่างมีสองด้านเสมอ ไม่ขาวก็ดำ ไม่มีใครหรือสิ่งใดในโลกสมบูรณ์แบบ ซึ่งหากญี่ปุ่นแก้ไข หรือ เยียวยาตรงนี้ได้  คนญี่ปุ่นจะเป็นพลเมืองที่วิเศษมาก

3 วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม  จากการได้ไปเยือนที่ญี่ปุ่น พบว่าคนญี่ปุ่นมีความตระหนักในเรื่องการรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามเพื่อคนในชาติและชาวโลกที่มาเยือนได้ศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมอันสะท้อนอัตลักษณ์และจิตวิญญาณของคนญี่ปุ่น รวมถึงการรักษาธรรมชาติ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สังเกตได้จากการที่คนญี่ปุ่นจะเปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 28-30 องศาเซลเซียส เพื่อประหยัดพลังงาน และการนิยมดื่มน้ำขวดเล็กเพื่อให้ดื่มหมดภายในครั้งเดียว (ป้องกันการดื่มทิ้งๆ ขว้างๆ) ตลอดจนการขุดเจาะอุโมงค์ผ่านภูเขาโดยใช้วิธีการขุดเจาะแทนการระเบิดให้แยกออกจากกัน เป็นต้น เหล่านี้ หากมองจากคนภายนอกจะพบว่าญี่ปุ่นได้ผสานวัฒนธรรม ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเข้ากันอย่างลงตัว พร้อมๆกับการก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโดยที่มิได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด  

4 ความเอาใจใส่ต่อคุณภาพชีวิตของพลเมือง  ตลอดการศึกษาดูงาน 3 วัน พบว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมีความเอาใจใส่ต่อคุณภาพชีวิตของพลเมืองในประเทศของเขาอย่างมาก  ทั้งเรื่องอาหารการกินที่ปลอดภัยจากสารพิษ การทำถนนหนทางที่สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย  การทำกำแพงสูง 2-3 เมตรให้มีลักษณะโค้งออกมาเพื่อป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกเข้าไปในตัวอาคาร  ตลอดจนน้ำประปาดื่มได้ และส้วมสาธารณะที่สะอาดและทันสมัย เป็นต้น เหล่านี้ สะท้อนถึงความเอาใจใส่ต่อพลเมืองที่รัฐบาลญี่ปุ่นมอบให้รวมทั้งความเท่าเทียมและเสมอภาคด้วยการกำหนดราคาสินค้าและบริการทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติในราคาเดียวกัน  ไม่มีการแบ่งแยก เป็นต้น

5 การรักษาความปลอดภัยในองค์กร  จากการศึกษาดูงาน พบว่าการรักษาความปลอดภัยในการติดต่อกับหน่วยงานของญี่ปุ่นมีสูงมาก เห็นได้ชัดเจนจากติดต่อประสานเพื่อการศึกษาดูงานในหน่วยงานของญี่ปุ่นทั้ง 3 แห่ง ได้แก่  JICA (The Japan International Cooperation Agency) MEXT (Ministry of Education, Culture, Sports, Science and Technology)  และ GRIPS (National Graduate Institute for Policy Studies)  พบว่า บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาติดต่อ  ไม่สามารถเดินเข้าไปในหน่วยงานดังกล่าวได้โดยพลกาล  ต้องรออยู่บริเวณที่นั่งรอ  เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เราติดต่อประสานมาต้อนรับและพาคณะศึกษาดูงานขึ้นไปตามภารกิจที่ได้ติดต่อล่วงหน้า   ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองไทยแล้ว ในบ้านเรายังขาดความตระหนักในเรื่องนี้  เปิดโอกาสให้คนภายนอกเข้านอกออกในได้สะดวก  และเข้า-ออกภายในหน่วยงานได้ง่าย เช่น คนขายประกัน  เจ้าหน้าที่ธนาคารที่มาขายบัตรเครดิต หรือแม้แต่กลุ่มมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวเข้ามาเพื่อลักเล็กขโมยน้อย โจรกรรม หรือ ก่ออาชญากรรม เป็นต้น  ดังนั้น ประเด็นนี้จึงควรแก่การนำมาเป็นแบบอย่างในบ้านเราเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่พนักงานและองค์กรมากขึ้น

6. การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง  ที่ได้รับจากการศึกษาดูงาน ณ ต่างประเทศ ซึ่งมีลักษณะต่างที่ ต่างถิ่น และต่างวัฒนธรรม ทำให้คณะนักศึกษาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากในหนังสือ ตำรา ซึ่งเป็นข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) แต่การได้มาศึกษาดูงานในครั้งนี้เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ซึ่งจะได้รับข้อมูลแบบปฐมภูมิ (Primary Data) ได้เห็น ได้สัมผัส จากของจริง สอดคล้องกับการศึกษาทางเลือก และสำนวนไทยที่ว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น  ซึ่งการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษาควรสนับสนุนการศึกษาดูงานนอกสถานที่ทั้งภายในประเทศ และภายนอกประเทศมากขึ้น เพื่อเติมเต็มความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้เรียนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

e-Education : มิติใหม่ทางการศึกษาในโลกไร้พรมแดน

ประทุมทิพย์  ทองเจริญ *
สมบูรณ์  ศิริสรรหิรัญ**

บทคัดย่อ

ทุกวันนี้ ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี (IT) มีความสำคัญกับคนทั่วโลกมากขึ้น ทั้งในชีวิตประจำวัน การศึกษา และการทำงาน โดยเฉพาะด้านการศึกษาซึ่งที่ผ่านมาเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาได้ถูกนำมาเผยแพร่ในห้องสมุดเป็นครั้งแรกกว่า 50 ปีมาแล้ว สำหรับประเทศไทยนำมาใช้ครั้งแรก เมื่อ พ..2483 จากนั้นได้พัฒนารูปแบบเรื่อยมา กระทั่งได้นำอิเลคทรอนิกส์ (e) เข้ามาใช้อย่างจริงจัง จนกลายมาเป็นนโยบาย e-Education ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน (พ..2555-2558) โดยมี CAI  WBI และ E-learning เป็นเครื่องมือหลักที่ใช้ขับเคลื่อนนโยบาย บทความนี้ได้นำตัวแบบหลายกระแส (Multiple Streams) ของ John Kingdon (ค..1984 และ 1995) มาทำการวิเคราะห์นโยบายเพื่อหาความสัมพันธ์ของบริบทและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ 3 กระแสหลัก  คือ กระแสปัญหา (Problem Stream) กระแสนโยบาย (Policy Stream) และกระแสทางการเมือง (Political Stream) 

วัตถุประสงค์ของการวิจัยมี 3 ข้อ คือ 1) เพื่อศึกษาความเป็นมาและบริบทที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย e-Education 2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของบริบทและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย e-Education กับตัวแบบหลายกระแส (Multiple Streams) 3) เพื่อหาแนวทางและข้อเสนอแนะการประเมินผลนโยบาย e-Education ทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ

ผลการศึกษาพบว่า 1) กระแสปัญหา - สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคไร้พรมแดนที่กลายมาเป็นสังคมฐานความรู้ (KBS) และเศรษฐกิจฐานความรู้ (KBE)  2) กระแสนโยบาย - สัมพันธ์กับกฎหมาย แผน และนโยบายก่อนหน้านี้  ได้แก่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542   แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ฉบับที่ 10 และฉบับที่ 11 (ฉบับปัจจุบัน)  รวมถึงกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT 2010) กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT 2020) และนโยบายการศึกษาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน  3) กระแสทางการเมือง - สัมพันธ์กับกลุ่มผลประโยชน์ที่ให้ความสำคัญกับ IT มากขึ้น โดยเฉพาะการสานต่อนโยบาย IT สมัยนายกรัฐมนตรี พ...ทักษิณ ชินวัตร สำหรับแนวทางการประเมินผลนโยบายทั้งในเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ มีการเสนอว่าควรใช้ระบบประเมินและให้ข้อเสนอแนะผ่านโฮมเพจในเวบไซต์ของสถานศึกษาและของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนจัดกิจกรรมสร้างสรรค์และการประกวดของเยาวชนเพื่อสร้างความตระหนักและกระตุ้นการเรียนรู้ผ่านระบบ e-Education  รวมถึงการสำรวจสถิติการเข้าไปใช้เครื่องมือทั้ง 3 อย่าง (CAI  WBI และ E-learning) ของผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปประมวลผลและสังเคราะห์ในเชิงลึกต่อไป

คำสำคัญ : e-Education/ ตัวแบบหลายกระแส/ สารสนเทศทางการศึกษา 


*อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์  คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี,  
นักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต  คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล
** รองศาสตราจารย์ ดร, ภาควิชาสังคมศาสตร์  คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล, อาจารย์ที่ปรึกษา