วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การอาพาตของสงฆ์จากการฉันอาหารที่ไม่สามารถเลือกได้

โดย ยิ้มสยาม

เมื่อวานมีโอกาสได้สนทนากับพระคุณเจ้าท่านหนึ่ง ขณะกำลังฟังการแนะนำทุนออสเตรเลีย พระคุณเจ้าติดภารกิจเรียนอยู่ห้องข้างๆ จึงว่ายวานให้ช่วยอัดเทปให้ด้วย ยิ้มเลยบอกท่านไปว่าไม่เป็นไรค่ะ เสร็จแล้วจะทำสรุปส่งไปให้ทาง email นะคะ เพราะปกติยิ้มสามารถจดได้ทุกคำพูดของวิทยากรค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง และแล้วค่ำคืนนั้นก็ทำสรุปส่งให้พระคุณเจ้าตามคำสัญญา พร้อมส่งให้เพื่อนๆ ป.เอกทราบด้วย

อีกอย่าง ที่ได้สนทนากับท่าน พระคุณเจ้าเล่าว่าตอนนี้สงฆ์ทั่วประเทศกำลังอาพาต 1 แสนกว่าราย เนื่องจากฉันอาหารที่ญาติโยมถวายเข้าไป อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ พระไม่มีสิทธิ์เลือกอาหาร ญาติโยมถวายอะไรมาก็ต้องฉันตามนั้น จึงทำให้พระอาพาตจำนวนมาก ร่างกายไม่มีภูมิต้านทานโรค ข้อมูลนี้เป็นอะไรใหม่ที่ยิ้มเพิ่งทราบ จึงอยากบอกต่อกับเพื่อนๆใน FB ว่าเวลาเราจะถวายอาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ เราควรคำนึงถึงหลักโภชนาการด้วย เพราะคนปกติสามารถเลือกกินได้เพื่อให้ได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ แถมด้วยวิตามิน อาหารเสริมมากมาย แต่สงฆ์ไม่มีทางเลือก ดังนั้น ปัญหานี้จึงเป็นโจทย์วิจัยสำคัญในวิทยานิพนธ์ของพระคุณเจ้าที่กำลังหาทางออกให้กับปัญหาที่เกิดกับสงฆ์อยู่ในขณะนี้

นอกจากนี้ เมื่อเช้าใส่บาตรหลวงปู่ท่านหนึ่ง หลวงปู่ท่านนี้ยิ้มจะมีโอกาสได้ใส่บาตรท่านบ่อย (ถ้าเวลาเราตรงกัน) ท่านบอกว่าเป็นพระมีข้อห้ามและวินัยหลายอย่าง ตอนนี้ท่านป่วยเป็นมะเร็งเพราะติดเชื้อในกระแสเลือดตั้งแต่ครั้งน้ำท่วมใหญ่ ปลายปี 2554 เป็นต้นมา ทำให้ท่านฉันเนื้อสัตว์ไม่ได้ ขณะนี้กำลังอยู่ในความดูแลของคุณหมอหลายท่าน อาทิ ศ.นพ.กำพล และอ.หมอท่านอื่นๆ หลวงปู่บอกว่า อาหารที่เหมาะกับคนป่วยมะเร็ง คือ ข้าวกล้อง กล้วย ถั่ว ฟักข้าว
งดเว้นเนื้อสัตว์ทุกชนิดเพราะเนื้อสัตว์จะไปเร่งปฏิกิริยากับมะเร็ง พูดง่ายๆก็คือ อันไหนที่คนชอบมะเร็งก็ชอบด้วย ท่านยังเล่าอีกว่าตอนนี้โรคที่คนไทยป่วยมากที่สุด คือ มะเร็ง ทั้งที่แสดงอาการและยังไม่แสดงอาการ เป็นกันตั้งแต่เด็กเล็ก วัยรุ่นหนุ่มสาว วัยทำงาน รวมถึงผู้สูงอายุ ปัจจัยสำคัญ คือ การบริโภคอาหาร ถ้าเราเลือกทานอาหารที่เป็นประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิษ เซลล์มะเร็งในร่างกายที่มีอยู่ในทุกคนก็จะไม่ทำงาน ไม่มีตัวเร่ง แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการใช้สารพิษกับสัตว์เพื่อให้มีกำไร เช่น สารเร่งเนื้อแดง หมูหลุม ไก่กะทิ เป็นต้น เมื่อคนกินเข้าไปย่อมไปสะสมในร่างกายและเจ็บป่วยตามมา

หลวงปู่เล่าว่า มะเร็งมี 10 ระดับ ตอนนี้ท่านอยู่ในระดับ 8 ถือว่ายังอยู่ในขั้นวิกฤติ จะไปวันนี้พรุ่งนี้ได้ทุกเมื่อ หมอบอกว่าถ้าอยู่ในระดับ 4 คือ ระดับที่ควบคุมได้ ปัจจุบันการแพทย์สมัยใหม่หันมาสนใจการรักษาโดยไม่พึ่งยา (คีโม) เป็นการรักษาแบบชีวจิต ใช้ธรรมชาติรักษาธรรมชาติ เพราะที่ผ่านมาผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยยาล้วนพบจุดจบคือ การเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งใช้เวลาไม่นาน ขณะที่การรักษาด้วยวิธีใหม่โดยใช้ธรรมชาติในการรักษา สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งไม่ให้ลุกลาม และควบคุมเซลล์เก่าไว้ได้ อันนี้เป็นวิธีการรักษาที่ถูกต้องที่สุด แพทย์ส่วนใหญ่จึงหันมาใช้วิธีการรักษาด้วยวิธีนี้มากขึ้น เพราะหัวใจของแพทย์ทุกคนไม่อยากเห็นผู้ป่วยต้องตายไปต่อหน้าต่อตา คนแล้วคนเล่า

หลวงปู่ยังบอกอีกว่า แพทย์แนะนำให้รับประทานข้าวกล้อง ฝักข้าว งดเว้นเนื้อสัตว์ทุกชนิด ทานผักผลไม้ และวิตามินที่เป็นประโยชน์ ที่สำคัญ เลิกทานน้ำมันปาล์ม เพราะน้ำมันปาล์มมีสารที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของเซลล์มะเร็ง ขณะที่พ่อค้า-แม่ขาย ล้วนใช้น้ำมันปาล์มในการทำอาหาร เพราะมีราคาถูก ซึ่งความจริงควรนำน้ำมันปาล์มไปใช้ทำไบโอดีเซลล์เป็นพลังงานทดแทน ดีกว่าการนำมารับประทานเพราะมีแต่โทษ ไม่มีคุณต่อร่างกาย
ยิ้มทราบเรื่องราวเหล่านี้ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ คนรอบข้างบ้างตามที่เห็นสมควรค่ะ

Endeavour Scholarships and Fellowships 2015

สรุปโดย ประทุมทิพย์ ทองเจริญ
จากการฟังการ PR ทุนโครงการ Endeavour Scholarships and Fellowships
โดยคุณวาทินี ขานวงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา สถานทูตออสเตรเลีย
เมื่อวันที่ 26 กพ.2557 
ณ ห้อง 408 อาคารบัณฑิตวิทยาลัย ม.มหิดล ศาลายา
  
1.Endeavour Scholarships and Fellowships เป็นทุนของรัฐบาล Australia
  (Endeavour = ความพยายาม / ตั้งใจจริง)

2.เป็นทุนน้องใหม่เพิ่งก่อตั้งอายุ 7-8 ปี ภายใต้ร่มใหญ่ คือ ทุนรัฐบาลออสเตรเลีย (Australia awards)

3.ข้อมูลทั่วไปของออสเตรเลีย
        # มีสัญลักษณ์ คือ จิงโจ้ กับ นกอีมู หมายถึง การก้าวกระโดดไปข้างหน้า พัฒนาไปเรื่อยๆไม่หยุดนิ่ง บางคนเข้าใจผิดว่าเป็นจิงโจ้กับโคล่า เหตุผลที่ไม่ใช้โคล่าเพราะวันๆโคล่าเอาแต่กินกับนอน (นอนราว 18-20 ชม. ตื่นขึ้นมาก็กิน 3-4 ชม. แล้วก็นอนต่อ) มิได้แสดงถึงการพัฒนาตนเองอย่างใด จึงมิได้นำมาเป็นสัญลักษณ์
        # เมืองหลวง คือ  Canberra เป็นเมืองเงียบๆ คล้าย Washington DC. เต็มไปด้วยสถานที่ราชการ หลายคนเข้าใจผิดว่าเมืองหลวง คือ Sydney
        # การเดินทางโดยเครื่องบินจากไทยไปออสเตรเลีย ราว 6-9 ชม.การติดต่อสะดวกผ่านทางโทรศัพท์ และ Internet
        # มหาวิทยาลัยในออสเตรเลียมี 39 แห่ง กล่าวคือ 37 แห่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ อีก 2 แห่งเป็นวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเอกชน
        # สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งในออสเตรเลียมีมาตรฐานการเรียนการสอนเหมือนกัน จึงไม่มีการทำ Ranking เนื่องจากแต่ละแห่งจะมีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน แต่จะมี AQUA เป็นหน่วยงานในการตรวจสอบ ประเมินคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาทุกๆ 5 ปี แล้วตีพิมพ์ออกมาเผยแพร่ว่าแต่ละแห่งมีคุณภาพเป็นอย่างไร ต้องปรับปรุงพัฒนาตนเองอย่างไรเพื่อรักษามาตรฐาน

4.ทุนนี้มี 3 ประเภท คือ
   4.1 สำหรับนักศึกษาปริญญาโท (ปีครึ่ง-2 ปี) และ ปริญญาเอก (4 ปี)
   4.2 สำหรับนักวิจัย ระยะสั้น 4-6 เดือน (นศ.ป.โท เอก ที่ต้องการไปทำวิจัยก็สามารถขอได้)
   4.3 สำหรับผู้ต้องการไปศึกษาดูงานระยะสั้น 1-4 เดือน เช่น คนทำงานในหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการพัฒนาตนเองในสายงานของตน จึงต้องการไปดูงานตำแหน่งเดียวกันที่ประเทศออสเตรเลียเพื่อแลกเปลี่ยนซึ่งกัน ที่ผ่านมาเคยมีรองอธิการบดี รองคณบดี ขอทุนเพื่อไปดูงานในตำแหน่งเดียวกันว่าบุคคลในตำแหน่งนี้ในประเทศออสเตรเลียเขาทำงานอย่างไร มีอะไรที่น่าจะเอามาปรับใช้กับมาตรฐานการทำงานของตนเองได้บ้าง เป็นต้น

หมายเหตุ: ผู้สมัครทุนประเภทวิจัย กับ ทุนศึกษาดูงาน ควรเขียนในใบสมัครโดยแยกวัตถุประสงค์ที่จะไปให้ชัดเจน อย่าเขียนแบบคลุมเครือ หรือ สับสน เพราะจะมีผลต่อการพิจารณาทุนด้วย

5.ที่ผ่านมาในรอบ 7-8 ปีมานี้ มีคนไทยได้รับทุนนี้ ราว 136 คน เฉลี่ยปีละ 15-25 คน ขณะที่บางประเทศ อาทิ เวียดนาม อินเดีย มีคนได้ทุนนี้เฉลี่ยปีละ 80-90 คนขึ้นไป ทั้งนี้ ทุนดังกล่าวไม่มีโควต้าให้ ขึ้นกับ "คุณภาพ" และ "คุณสมบัติ" ของผู้สมัคร โดยปกติแล้วเขาจะสนับสนุนหัวกะทิ (cream of cream)ด้านต่างๆ เพื่อไปพัฒนาตนเองในด้านต่างๆต่อเนื่อง ปีที่แล้วมีนศ.และบุคลากรจาก ม.มหิดล ได้รับทุนนี้ จำนวน 3 คน เมื่อกลับมาแล้ว สถานทูตจะจัดงานเลี้ยงฉลองและมอบโล่พร้อมประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ได้รับทุนเพื่อเป็นเกียรติประวัติ

6. หลักเกณฑ์การให้ทุน
     6.1 ทุนนี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง พูดง่ายๆ คือ ไปแบบไม่ลำบาก กล่าวคือ ขณะที่ทุนอื่นๆ จะให้ค่าใช้จ่ายรายเดือน ราว 1,000-1,500 USD (ประมาณ 30,000 บาท) แต่สำหรับ Endeavour Scholarships จะให้ค่าใช้จ่ายรายเดือน 2,500 USD (2,500x30 บาท = 75,000 บาท/เดือน)บางคนพาครอบครัวไปด้วย บางคนมีเงินเก็บกลับมาดาวน์รถได้ด้วย แต่ถ้าใครที่ได้ทุนแล้วอยากทำงานด้วย ทุนนี้ก็สนับสนุนให้ทำงานได้ตามความต้องการ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีใครทำเพราะเบี้ยเลี้ยงสูงอยู่แล้ว อยู่แบบไม่ลำบาก
   6.2 ไม่จำกัดอายุ
   6.3 ไม่ต้องกลับมาใช้ทุน
   6.4 คนที่ได้ทุนอื่นอยู่แล้วก็ขอได้ แต่ให้คุยกับเจ้าของทุนที่ได้ก่อนหน้านี้ด้วยว่าเขามีเงื่อนไขอย่างไร หากรับทุนนี้ด้วย
   6.5 การยกเว้นผลคะแนนภาษาอังกฤษ สำหรับคนที่จบปริญญาเอกแล้ว หรือ ผู้ที่เคยไปศึกษา /ที่สหราชอาณาจักร หรือประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นทางการช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่เกิน 10 ปี สามารถยกเว้นผลคะแนนภาษาอังกฤษได้
   6.6 ทุนประเภทนี้ ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรี จบม.6 ก็ขอได้ หากมีเจตจำนงค์ที่จะพัฒนางานของตนเองที่แน่วแน่ ชัดเจน ชื่อทุนก็บอกแล้วว่าพิจารณาจากความพยายามและความตั้งใจจริงของผู้สมัคร ถ้ามีสิ่งนี้แล้วกอรปกับคุณสมบัติและใบสมัครที่น่าสนใจ โอกาสที่จะได้ทุนย่อมเป็นไปได้เสมอ
   6.7 สำหรับทุนศึกษาดูงาน ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์การทำงานอย่างน้อย 5 ปี

7.เอกสารหลักฐานที่ใช้สมัคร
   7.1 หน้า passport / บัตรประชาชน (ID Card)
   7.2 Transcripts ป.ตรี โท เอก (ขึ้นกับทุนที่สมัคร)
   7.3 ป.ตรีต้องมีผลการเรียนระดับดีเลิศ (Top 5 ของชั้นเรียน)
   7.4 ผลคะแนน IELTS 6.5 ขึ้นไป TOEFL IBT 90 ขึ้นไป (ถ้าไปเรียนกับสถาบันภาษา อาทิ British Counsil จะได้เทคนิคการทำข้อสอบมามากมาย และคะแนนจะดีขึ้นรวดเร็ว ค่าเรียนระยะสั้น 1-2 เดือน ราว 12,000-15,000 บาท) บางคนได้คะแนน IELTS 6 แต่คุณสมบัติอื่นดีเยี่ยม ผู้ให้ทุนก็อาจพิจารณา อย่าท้อถอยลองใช้ความพยายามให้ถึงที่สุดก่อน
   7.5 หนังสือรับรองจากสถาบันอุดมศึกษาออสเตรเลียที่จะไป มี 2 แบบ
         # letter of Offer สำหรับทุนประเภทแรก ควรเป็นแบบ Unconditional Offer ไม่มีเงื่อนไข บางคนเป็นแบบมีเงื่อนไข อาทิ ต้องไปเรียนภาษาก่อน ก็จะได้ Conditional Offer
         # Acceptance letter สำหรับทุนประเภทวิจัย และศึกษาดูงาน
   7.6 บุคคลอ้างอิง 3 คน กล่าวคือ เราให้ชื่อ และ email ของบุคคลอ้างอิง ทางเจ้าหน้าที่จะส่งแบบฟอร์มไปให้บุคคลอ้างอิงกรอกทาง email แล้วส่งไปให้ทางเจ้าหน้าที่โดยตรง โดยที่ไม่ผ่านทางผู้สมัครทุน ประเด็นนี้ ควรเลือกบุคคลอ้างอิงที่หลากหลาย อาทิ 2 คนจากสถาบันการศึกษาที่สังกัด และอีก 1 คนมาจากหน่วยงานอื่นๆที่เขารู้จักผู้สมัครดีพอ
   7.7 ใบประกาศนียบัตรที่ผ่านการอบรม หรือ วุฒิบัตรต่างๆ ที่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยน /ประสบการณ์ต่างแดน หรือ การอบรมเพื่อพัฒนางานในวิชาชีพของตน อบรมภาษาอังกฤษ เกียรติบัตรยกย่อง  การช่วยเหลือสังคม ฯลฯ

8. ภาษาที่ใช้ในการกรอกใบสมัคร เป็นภาษาสำนวนการเขียนของผู้สมัครเอง ไม่จำเป็นต้องสวยหรูมากมาย ขอให้อ่านเข้าใจ รู้เรื่องว่าจะไปทำอะไร กลับมาแล้วจะได้อะไรในการพัฒนาตนเอง และพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลียได้อย่างไร

9.การสมัคร สมัครผ่านออนไลน์ ทางเวบไซต์ http://education.gov.au/australia-awards-endeavour-scholarships-and-fellowships จะเปิดรับสมัครช่วง เมษายน-มิถุนายน 2014 ประกาศผล พฤศจิกายน 2014 และผู้ที่ได้รับทุนจะต้องเดินทางไปออสเตรเลีย ตั้งแต่ 1 มค 2015 เป็นต้นไป จนถึง 30 พฤศจิกายน 2015 การพิจารณาทุนจะพิจารณาโดยเจ้าหน้าที่ที่มีความโปร่งใส และยุติธรรม เขาจะไม่รู้จักว่าเราเป็นใครมาก่อน พิจารณาจากเอกสารและหลักฐานการสมัครเป็นสำคัญ

  

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

พรก.ฉุกเฉิน กับ สถานการณ์การเมืองไทย ณ ปัจจุบันนำมาใช้ ถูกคน-ถูกที่-ถูกเวลาหรือไม่

โดย ประทุมทิพย์ ทองเจริญ

เท่าที่ฟังการวิเคราะห์จากนักวิชาการและกลุ่มต่างๆดูเหมือนรัฐบาลจะมีนัยยะแอบแฝงบางอย่างหรือวาระซ่อนเร้น(hidden agenda)เพื่อที่จะใช้อำนาจรัฐ & อาวุธในการปราบปรามการชุมนุมโดยที่เจ้าหน้าที่รัฐ(ตำรวจ & ผู้สั่งการ)ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆซึ่งปกติกฎหมายนี้(พรก.ฉุกเฉิน)จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีสถานการณ์รุนแรงเลวร้ายที่ไม่สามารถจะควบคุมความสงบของบ้านเมืองขณะนั้นได้อย่างเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 เป็นต้น สำหรับเหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติ(อหิงสา)มิได้มีความรุนแรงเลวร้ายถึงขั้นจะต้องนำกฎหมายตัวนี้มาใช้จึงเท่ากับว่ารัฐบาลรักษาการณ์นำกฎหมายนี้มาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือทำร้ายประชาชนอย่างเลือดเย็นและขาดความชอบธรรม

นอกจากนี้ นักวิชาการบางท่านยังมองว่าจะกระทบต่อการเลือกตั้งโดยเฉพาะการออกไปฟังการปราศรัยหาเสียงของพรรคการเมืองในเขตพื้นที่ที่ประกาศใช้พรก.(กทม.& ปริมณฑล)หลัง18.00 น.เป็นความได้เปรียบเสียเปรียบต่อพรรคการเมืองอื่นๆซึ่งทางกกต.กำลังหาทางออกว่าจะต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปหรือไม่ซึ่งนักกฎหมายบางท่านเสนอว่าการประกาศพรก.ฉุกเฉินเวลานี้เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญประชาชนสามารถฟ้องร้องเอาผิดต่อรัฐบาลที่บริหารงานโดยมิชอบขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญอันอาจกระทบต่อการเลือกตั้งและความได้เปรียบเสียเปรียบของพรรคการเมืองอื่นๆ

เหตุการณ์การเมืองไทยขณะนี้คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นกับฟิลิปปินส์สมัยประธานาธิบดีเฟอร์ดินานมาร์กอสที่วอกเป็นต่อเขียนไว้ในFB ความจริงก่อนหน้านี้ก็มีนักวิชาการหลายท่านวิเคราะห์ไว้แบบนี้เหมือนกันต่างกันตรงที่คราวนี้ทหารมองเกมขาดจึงประกาศจุดยืนชัดเจนที่จะไม่ร่วมมือกับรัฐบาลรักษาการณ์ชุดนี้แต่จะมาช่วยประชาชนหรือยืนข้างผู้ชุมนุมอย่างชัดเจนหรือไม่นั้นตอนนี้ยังไม่เต็มร้อยดูทีท่าของทหารแล้วก็มีใจเอนเอียงมาทางฝั่งผู้ชุมนุมอยู่พอสมควร

ทั้งนี้"ทหาร"คือตัวแปรสำคัญที่จะมีส่วนทำให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็วหรือจะช่วยควบคุมสถานการณ์ให้คลี่คลายลงได้โดยที่ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อไปมากกว่านี้หากแต่ยังติดอยู่กับบาดแผลเก่าๆเนื่องจากทุกครั้งเมื่อเหตุการณ์ความไม่สงบจบลงทหารมักตกเป็นจำเลยสังคมหรือแพะรับบาปทุกครั้งไปทั้งๆที่บางครั้งเป็นการปฏิวัติโดยปราศจากการสูญเสียเลือดเนื้อและความรุนแรงอาจเป็นเพราะเราถูกวาทกรรม(discourse)ของประชาธิปไตยครอบงำ(dominate)ว่าเมื่อใดก็ตามที่ทหารซึ่งมีอาวุธมีรถถังเข้ามาจัดการจะต้องเป็น"เผด็จการ"ซึ่งจะไปสอดคล้องกับบ้านเมืองยุคเก่าช่วงการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงการปกครองรวมถึงไปสอดคล้องกับหลักการบางอย่างของคอมมิวนิสต์ที่ส่วนใหญ่ทหารเป็นผู้คุมอำนาจในการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จเพื่อพยายามให้ทุกคนในสังคมที่มีความต่างกันมากมีความเท่าเทียมกันให้มากที่สุดซึ่งความจริงแล้วการปกครองรูปแบบนี้เหมาะกับบางประเทศ เช่น ประเทศที่ขาดแคลน มีความกันดาร มีประชากรจำนวนมาก และมีความต่างของชนชั้นในสังคมแบบสุดขั้ว เป็นต้น

แต่สำหรับประเทศไทยบริบทต่างๆมิได้เหมาะกับการปกครองรูปแบบคอมมิวนิสต์เพียงแต่มีรัฐบาลบางชุด อาทิ ยุคทักษิณ & รัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังใช้ระบบคอมมิวนิสต์มาบริหารจัดการประเทศโดยใช้ตำรวจ(ซึ่งก็มีอาวุธ)มาเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการดำเนินการต่างๆเพื่อให้ตนเองมีความชอบธรรมแม้ว่าบางอย่างอาจขัดต่อหลักมนุษยชน(Human rights)ก็ตาม

สำหรับเหตุการณ์นี้ทหารสามารถเลือกข้างมาสนับสนุนประชาชน(ผู้ชุมนุม)ได้เพราะที่ผ่านมาถือว่าประเทศไทยได้เกิดการปฏิวัติขึ้นแล้วตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุมของกปปส.ซึ่งครั้งนี้ถือว่าเป็น"การปฏิวัติโดยประชาชน"มิได้เริ่มต้นโดยทหารเหมือนครั้งก่อนๆในเมื่อรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมและขาดคุณธรรมเข้ามาบริหารแม้จะเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการณ์แต่ก็สั่งการปราบปรามผู้ชุมนุม อาทิ ใช้แก๊สน้ำตา รวมถึงใช้ปืนและระเบิดซึ่งส่วนใหญ่มองว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุเพราะผู้ชุมนุมมาอย่างสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ จะมีก็แต่เพียงบางประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกาที่เอนเอียงไปทางรัฐบาลเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนบางอย่างร่วมกันเช่นหากรัฐบาลชุดนี้กลับมาสหรัฐฯจะได้เข้ามาใช้ไทยเพื่อตั้งฐานทัพเรือในการสอดแนมและเป็นฐานต่อกรกับจีน & เกาหลีเหนือโดยอ้างความชอบธรรมว่าตนเองคือตำรวจโลกผู้พิทักษ์โลกแต่ความจริงสหรัฐฯต้องการช่วงชิงอำนาจในการที่จะได้ครอบครองทรัพยากรจากพื้นที่ทางเอเชีย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นดินแดนอันสมบูรณ์ เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมายรวมถึงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯ และทางฝั่งยุโรป ต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจมายาวนานต่อเนื่องกระทั่งความยิ่งใหญ่ที่เคยผงาดในอดีตค่อยๆลดลง ตรงกันข้ามกับทางฝั่งเอเชียที่มี จีน เกาหลี (เหนือ-ใต้) รวมถึงญี่ปุ่น และ สิงคโปร์ ขึ้นมาผงาดบนเวทีเศรษฐกิจโลกแทน พูดง่ายๆก็คือ momentum เปลี่ยนมาทางฝั่งเอเชีย นั่นเอง

นี่คือ "รัฐศาสตร์โลก" ว่าด้วยเรื่องการช่วงชิงอำนาจ (power) และทรัพยากรโลกโดยพยายามเข้าไปแทรกแซง 4 เสาหลัก(ดินแดน/ประชากร/ผู้ปกครอง/อำนาจอธิปไตย)ของประเทศต่่างๆเท่าที่จะทำได้เช่นผ่านกองทุนการเงินระหว่างประเทศเพื่อใช้กฎหมายและเงิ่อนไขเข้ามาบังคับกับประเทศคู่ค้าประเทศสมาชิกเพื่อต่อรองผลประโยชน์ในการเข้าไปลงทุน & ใช้ทรัพยากรของประเทศต่างๆได้อย่างชอบธรรมซึ่งเปลี่ยนรูปแบบจากการล่าอาณานิคมในอดีตมาเป็นผู้ครอบงำเศรษฐกิจโลกแทนหากมองดีๆแล้วประเทศมหาอำนาจเหล่านี้บางครั้งก็ไปในคราบ "นักบุญซาตาน"

สรุปว่า...
ในเมื่อรัฐบาลมีตำรวจ(มีอาวุธและใช้อาวุธโดยถูกกฎหมายทั้งพรก.ความมั่นคง และ พรก.ฉุกเฉิน) vs ผู้ชุมนุม (มือ & ตีน+นกหวีด)เหลือแต่"ทหาร"ที่ยังเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศและเป็นตัวเดินเรื่องให้เกมนี้จบลงโดยเร็วหากครั้งนี้"ทหาร"เลือกที่จะยืนเคียงข้างประชาชน(เจ้าของประเทศ & เจ้าของอำนาจที่แท้จริง)ทหารก็เป็นเพียงเครื่องมือของประชาชนในการหยิบยืมมาใช้เพื่อพิทักษ์สิทธิอันชอบธรรมของประชาชนมิได้เป็นผู้กระทำ(actor)แต่อย่างใดต่างจากเหตุการณ์ครั้งก่อนๆที่ทหารอยู่ในฐานะผู้กระทำ ดังนั้น เมื่อเหตุการณ์ครั้งนี้สงบลง "ทหาร"จะเป็น"วีรบุรุษ"ในสายตาประชาชนมิใช่ในฐานะผู้สั่งการ /โจร /ผู้ทำลายประชาธิปไตยแต่อย่างใด เพราะเมื่อใดก็ตามที่รัฐ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ(ตำรวจ)ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการใช้อาวุธกับประชาชนผู้บริสุทธิ์(ผู้เสียภาษีให้กับประเทศ)โดยอ้างความชอบธรรม เมื่อนั้นรัฐบาล & เจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้นก็มิต่างอะไรกับ "โจร" ที่ปล้นชาติและทำร้ายประชาชน

อย่างที่ ดร.กัญจนา จากธรรมศาสตร์ บอกไว้ว่าประเทศไทย(ซึ่งความจริงแล้วก็เกือบทุกแห่งทั่วโลก)ล้วนมี"ทหาร"เข้าไปมีอิทธิพลในการดำเนินการ 2 ลักษณะ คือ 1)ในฐานะผู้ก่อจลาจลเสียเอง(actor)เพื่อยึดอำนาจบริหารประเทศมาเป็นของตนแบบเบ็ดเสร็จอย่างในอดีตหรือ 2)ฐานะที่เป็นเครื่องมือ(tool)เพื่อสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการปราบปรามจลาจลเพื่อ"คานอำนาจ"ของฝ่ายต่างๆเพื่อนำความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่บ้านเมืองให้เป็นปกติอีกครั้ง...

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Ph.D vs Dr.

ประทุมทิพย์ ทองเจริญ

ขณะเรียน Coursework ที่ ม.มหิดล นศ.สอบถามอาจารย์เกี่ยวกับคุณวุฒิทางการศึกษาระดับปริญญาเอก ระหว่าง Ph.D vs Dr. อธิบายได้ 3 แบบ ดังนี้
(ที่มาของรูปภาพ โดย ประทุมทิพย์ ทองเจริญ)

แบบที่ 1: Make Dissertation only, No Coursework ได้ปริญญา Philosophy of......
สมัยก่อนป.เอกส่วนใหญ่ใช้ Ph.D  เนื่องจากเรียนปรัชญาเสียส่วนใหญ่ และเน้นทำวิจัย ปริญญาของหลักสูตรประเภทนี้ จะใช้ชื่อ Philosophy of.......ตามด้วยสาขาวิชา ผู้ผ่านการสอบQE (Qualifying Examination) จะใช้ Ph.D candidate ตามด้วยชื่อของมหาวิทยาลัย ตัวย่อของปริญญาจะเป็น Ph.D........(Ph. ย่อจาก Philosophy D ย่อจาก Degree) นอกจากนี้ จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า เมื่อใดก็ตามที่พูดถึงวิทยานิพนธ์แบบรวมๆในระดับบัณฑิตศึกษาส่วนใหญ่จะใช้คำว่า "Thesis" แต่เมื่อต้องการเจาะจงว่าเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกก็จะใช้คำว่า "Dissertation"

ทั้งนี้ พบว่าสถาบันการศึกษาของยุโรปส่วนใหญ่จะใช้รูปแบบนี้ ผู้ที่จะทำดุษฎีนิพนธ์ได้จะต้องเขียนบทความวิชาการไปลงในวารสารนานาชาติที่ได้รับการยอมรับในสาขานั้นๆ ก่อน ตามจำนวนบทความที่กำหนด จากนั้น ก็จะสอบวัดคุณสมบัติ (Qualifying Examination:QE) ถ้าผ่านก็จะได้ Submitted เพื่อทำดุษฎีนิพนธ์ ซึ่งก็จะนำบทความที่ได้ตีพิมพ์มาขยายเป็นบทๆ อย่างละเอียดลึ้กซึ้งในดุษฎีนิพนธ์ขั้นตอนต่อไป  นอกจากนี้ เคยสอบถามนักศึกษาปริญญาเอกชาวไทย (อ.มนตรี สุขเลื่อง) ที่ได้ทุนของประเทศบรูไนท่านก็บอกว่าปริญญาเอกสาขาที่ท่านไปเรียนที่ประเทศบรูไนก็ใช้แบบนี้และจากที่เคยไปแลกเปลี่ยนที่ USM มาเลเซียก็เป็นแบบ "research degree"

แบบที่ 2:  Both Coursework and Dissertation (แต่น้ำหนักอยู่ที่ดุษฎีนิพนธ์) ได้ปริญญา Doctor of...
ต่อมาหลายสถาบันการศึกษามีเรียน Coursework เพิ่มเข้ามาเนื่องจากองค์ความรู้เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ในยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) และสังคมฐานความรู้ (Knowledge Based Society:KBS) นศ.ป.เอกหลายที่จึงถูกกำหนดให้เรียน Coursework ด้วย ซึ่งอย่างหลังนี้ ไม่เน้นเรียนเรื่องปรัชญามากนัก แต่จะไปเน้นที่เทคนิค วิธีการวิจัยและการนำไปปฏิบัติจริง ควบคู่กับการทำดุษฎีนิพนธ์ สัดส่วนcoursework กับ dissertation อยู่ที่ (40:60 หรือ 30:70) ดังนั้น ปริญญาประเภทนี้จะขึ้นต้นด้วย Doctor of..ตามด้วยชื่อสาขาวิชา  ผู้สอบวัดคุณสมบัติ (QE) ผ่านจึงจะได้ใช้คำว่า Doctoral candidate ผู้สำเร็จการศึกษาแล้วจะใช้ตัวย่อว่า Dr.

เช่น หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต ม.มหิดล ภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า Doctor of Public Administration (Public Policy and Public Management) ตัวย่อ D.P.A  ประเภทนี้จะเริ่มด้วยการเรียน Coursework ควบคู่กับการทำผลงานวิชาการ ในลักษณะแบบฝึกหัดของแต่ละรายวิชา ซึ่งประกอบด้วยงานวิจัยขนาดย่อม และบทความวิจัย จากนั้น ตีพิมพ์ และนำเสนอในเวทีวิชาการระดับชาติ เป็นต้น ตามด้วยการสอบวัดคุณสมบัติ (Qualifying Examination) ถ้าผ่านก็จะเข้าสู่กระบวนการทำดุษฎีนิพนธ์ต่อไป และนำผลที่ได้จากดุษฎีนิพนธ์มาเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติ หรือ นานาชาติ (ขึ้นกับเงื่อนไขของบัณฑิตวิทยาลัยของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง)  ซึ่งที่ม.มหิดล กำหนดให้ดุษฎีบัณฑิตตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติเท่านั้น เนื่องจากทำดุษฎีนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ เมื่อได้หนังสือตอบรับ (อย่างเป็นทางการ)ให้ตีพิมพ์บทความจึงจะทำเรื่องขอสำเร็จการศึกษาได้...

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน ที่เนื้อหาสาระต่างๆข้ามศาสตร์ ข้ามสาขากันไปมาได้ สอดคล้องกับการวิเคราะห์เชิงอภิมาน "Meta-analysis" และการบูรณาการ "Interdisciplinary" ที่คุ้นหูกันในแวดวงวิชาการในเมืองไทยนานพอสมควรแล้ว รวมถึงเป็นไปตามหลักการของการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า "Tri-angulation" ทั้ง 3 คำนี้ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันและสามารถนำมาใช้กับการวิจัยแบบผสมผสาน "Mixed Methods" ได้อย่างสอดคล้องกัน ซึ่งแต่ละตัวจะทำหน้าที่และบทบาทในการวิจัยที่แตกต่างกัน

แบบที่ 3: Both Coursework and Dissertation (น้ำหนักอยู่ที่ดุษฎีนิพนธ์) ได้ปริญญา Philosophy of...
ผู้เขียนกำลังสะท้อนให้เห็นว่า พัฒนาการของศาสตร์และวิธีวิทยาการวิจัยข้างต้นล้วนมีอิทธิพลต่อวงการการศึกษาและการวิจัยค่อนข้างมาก แม้กระทั่งการใช้ Ph.D กับ Dr. ก็ไม่ได้มีกฏเกณฑ์ตายตัวอย่างในอดีตอีกต่อไป

อย่างกรณีของสถาบันอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่จะเรียน Coursework ควบคู่กับการทำ Dissertation แต่ปริญญาส่วนใหญ่ที่ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับ คือ Philosophy of..ตามด้วยชื่อสาขา ดังนั้น คำนำหน้าของผู้สำเร็จการศึกษาจึงใช้ Ph.D ซึ่งเงื่อนไขของการทำดุษฎีนิพนธ์ของประเภทนี้ อาจเขียนบทความก่อนทำดุษฎีนิพนธ์ (ตามแบบที่ 1) หรือ เขียนบทความภายหลังการทำดุษฎีนิพนธ์ (ตามแบบที่ 2) เป็นไปได้ทั้ง 2 กรณี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบัณฑิตวิทยาลัยของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าแบบที่ 2 และ 3 เหมือนกันมาก ต่างกันตรงที่ปริญญาที่ได้รับ และคำนำหน้าเท่านั้นเอง ซึ่งแบบที่ 3 เสมือนลูกผสมระหว่างแบบที่ 1+2  ดังนั้น จึงดูเหมือนว่าแบบที่ 3 จะมีความอิสระ และเน้นการบูรณาการมากขึ้น  สุดท้าย ผู้เขียนมองว่าสิ่งที่สำคัญไปกว่าชื่อปริญญา หรือ คำว่า Ph.D หรือ Doctor คือ การทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์เพื่อช่วยเหลือชุมชน สังคม ประเทศ และโลกของเรามากกว่าที่จะให้คุณค่าของสิ่งที่กล่าวมา...

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Book Review : ด้วยรักบันดาล...นิทานสีขาว

ประทุมทิพย์ ทองเจริญ
 
                                                                            ตอน...ภูเขาดินปั้น

หนังสือด้วยรักบันดาล นิทานสีขาวเป็นอีกหนึ่งผลงานที่โดดเด่นของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา (เกิดเมื่อ 6..2483 ปัจจุบันอายุ 73ปี) ผู้มากด้วยความรู้ ความสามารถ ก่อนหน้านี้ คนส่วนใหญ่ทั้งชาวไทยและต่างชาติ มักรู้จักท่านในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้มีผลงานโดดเด่น คือ การออกแบบและควบคุมการร่อนลงของโครงการอวกาศไวกิ้ง 2 ลำ ลงสู่พื้นผิวดาวอังคารขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (The National Aeronautics and Space Administration: NASA)  ประเทศสหรัฐอเมริกา  แต่เมื่อได้ทำความรู้จักท่านเพิ่มเติมจากการอ่านประวัติของท่าน พบว่า ดร.อาจอง ยังมีประสบการณ์และมุมมองด้านอื่นๆที่น่าสนใจและชวนให้ติดตามอีกมากมาย
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา เป็นคนหนึ่งที่เรียนดีมาก ปริญญาตรีเกียรตินิยมและปริญญาโทจาก Cambridge University ประเทศอังกฤษ  ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก (จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก 2012/2013 โดย QS World University Rankings ปัจจุบัน Cambridge University ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 2 ของโลก เป็นรองจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) ซึ่งครองแชมป์มาหลายสมัย แม้จะไม่ติดต่อกันก็ตาม)  ช่วงหลัง ดร.อาจอง หันมาเอาดีทางด้านการสอนและการปลูกฝังสิ่งดีงามให้กับเยาวชนในสถาบันการศึกษา ซึ่งท่านสำเร็จการศึกษาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารการศึกษา จากมหาวิทยาลัยมหิดล
ปัจจุบัน ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของโรงเรียนสัตยาไส โรงเรียนที่มีปณิธานเพื่อให้เด็กไทยมีความรู้คู่ความสุข ด้วยท่านเล็งเห็นว่า “ความสุข” สามารถบันดาลให้เกิดสิ่งดีๆ ให้กับสังคมและโลกมากมาย รวมถึงการเสริมสร้าง “แรงบันดาลใจ” และ “จินตนาการ” ของเด็กๆอีกด้วย  อย่างที่ใครๆก็ทราบดีว่า “ความสุข” เป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา แต่การได้มาซึ่งความสุขอย่างแท้จริงนั้น มีที่มาต่างกัน สำหรับบางคนความสุขอาจจะมาเร็วไปเร็ว นานๆมาสักครั้ง แต่บางคนความสุขอาจจะเกิดขึ้นได้ทุกวันจนคนรอบข้างอิจฉาในความสดชื่น แจ่มใสและเบิกบานของเขาเลยทีเดียว ดังที่นักวิชาการและผู้รู้หลายท่านเคยกล่าวไว้ในผลงานของพวกเขาและยืนยันว่า “ความสุขอยู่รอบตัวเรา ไม่ได้อยู่ไกลเกินที่จะเอื้อมถึง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเปิดหู เปิดตา และเปิดใจยอมรับให้มันเข้ามาในชีวิตของเราหรือไม่ อย่างไร และเมื่อใด” และหนึ่งในวิธีการสร้างความสุขง่ายๆ ที่ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบทความนี้ต้องการนำเสนอก็คือ การได้อ่านนิทานดีๆ อย่างเรื่อง “ด้วยรักบันดาลนิทานสีขาว” อาจนำมาซึ่งความสุขที่ใครหลายคนกำลังรอคอย
เคล็ดที่ไม่ลับสำหรับนักอ่านมือใหม่
ปกติคนส่วนใหญ่ที่อ่านหนังสือมักจะไม่ชอบอ่านคำนำ และคำนิยม รวมถึงไม่ค่อยได้สนใจประวัติผู้เขียน แต่ความจริงแล้ว ส่วนประกอบเหล่านี้มีคุณค่ามากเพราะจะทำให้ผู้อ่านได้ทราบที่มาที่ไป แรงบันดาลใจของผู้เขียนในการทำผลงานชิ้นนั้นๆ ตลอดจนนักอ่าน(กิตติมศักดิ์)ทั้งหลาย ที่ได้รู้จักและอ่านงานของผู้เขียนว่าพวกเขามีความคิดเห็นและมุมมองต่อหนังสือเล่มนั้นอย่างไร ประเด็นไหนที่ผู้อ่าน(อย่างเราๆ)ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ที่สำคัญ หากผู้อ่านได้อ่านองค์ประกอบเหล่านี้จะยิ่งทำให้เข้าใจในงานเขียนชิ้นนั้นได้อย่างซาบซึ้งและดื่มด่ำกับอรรถรสของหนังสือมากขึ้น  ทั้งนี้ เคล็ดไม่ลับดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับการอ่านหนังสือวิชาการได้เช่นกัน  เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว หวังว่าการอ่านหนังสือเล่มนี้และเล่มต่อๆไป องค์ประกอบส่วนนี้จะไม่ถูกมองข้ามจากผู้อ่านดังเช่นที่ผ่านมา
หนังสือเล่มนี้ เป็นการคัดมาเฉพาะตอนเด่นๆ จากหนังสือชุด “ด้วยรักบันดาลนิทานสีขาว เล่ม 1-4” แต่ละตอนประกอบด้วยเนื้อหาที่กระชับ ประมาณ 4-6  หน้า พร้อมภาพประกอบสี่สีสวยงาม และตอนท้ายของทุกเรื่องมีข้อคิดดีๆ จากผู้เล่าเรื่อง( ดร.อาจอง) ฝากไว้ด้วย  สำหรับตอนที่นำมาเล่าสู่กันฟังในครั้งนี้ คือ “ภูเขาดินปั้น” (หน้า 117-124) เป็นหนึ่งใน 16 ตอน ที่ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวมีความประทับใจและภูมิใจนำเสนอต่อผู้อ่าน ทั้งนักอ่านมือเก่า และมือใหม่ ที่อยู่ในกลุ่มเด็กและเยาวชน ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่ชื่นชอบและติดใจการอ่านนิทานมาตั้งแต่วัยเยาว์ นี่คือเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของหนังสือประเภท “นิทาน” ใจความของตอนนี้ สรุปได้ว่า
  ณ เมืองหนึ่ง มีพระราชาที่เฝ้ารอคอยการมาเกิดของรัชทายาททุกขณะ แต่ก็ไม่มีวี่แวว กระทั่งมีคนเสนอว่าให้ทำตามโบราณราชประเพณี คือ เผาเด็กชายทั้งเป็นเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าเผื่อว่าจะประทานโอรสเพื่อมาเป็นรัชทายาท ในที่สุดกษัตริย์ก็ตัดสินใจเลือกวิธีนี้ทั้งๆที่ไม่อยากทำ จึงได้ป่าวประกาศไปทั่วเมืองว่าใครมีบุตรชายที่จะมาถวายให้เข้าพิธีนี้จะมอบเงินรางวัลและทรัพย์สินมีค่าเพื่อเป็นการตอบแทนอย่างงาม ชาวบ้านไม่มีใครส่งลูกไปเพราะต่างก็รักลูกของตน แต่มีครอบครัวหนึ่งที่ยากจนข้นแค้น มีลูกชาย 3 คน พ่อจึงตัดสินใจว่าจะส่งลูกชายของตนคนใดคนหนึ่งไปให้กษัตริย์เพื่อทำให้ชีวิตตนดีขึ้น พ่อเลือกที่จะเก็บลูกชายคนโตไว้เพราะสามารถช่วยงานหนักอย่างงานในไร่ในฟาร์มได้แล้ว ส่วนแม่เลือกที่จะเก็บลูกคนเล็กที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ดังนั้น ลูกคนกลางจึงถูกเลือกที่จะนำไปมอบให้กษัตริย์เพื่อทำพิธีดังกล่าว
ขณะรอเวลาเพื่อทำพิธี ทหารเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเด็กชายวัย 12 ขวบที่ถูกคุมขังในคุก  พวกเขาประหลาดใจที่เด็กชายไม่กลัวที่จะถูกเผาทั้งเป็นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตรงกันข้ามกลับใจเย็น สุขุม ไม่สะทกสะท้าน ตีโพยตีพาย หรือ ร้องขอชีวิตแต่อย่างใด ดังนั้น ทหารจึงไปกราบทูลพระราชาถึงความผิดแปลกนี้  พระราชาสงสัยและไม่เชื่อว่าจะมีคนแบบนี้อยู่จริง จึงไปเยี่ยมเด็กชายในที่คุมขัง เมื่อไปถึงพระองค์ก็ทอดพระเนตรเห็นเด็กคนนี้บรรจงสร้าง “ภูเขาดินปั้น” ขึ้นมา 3 กอง แต่เมื่อพระองค์มายืนตรงหน้าเด็กชายก็พลันทุบภูเขาดินปั้นลูกแรกต่อหน้าพระพักตร์ ทำเอาพระราชาตะลึงเล็กน้อย ตามมาด้วยการทุบทำลายภูเขาดินปั้นลูกที่ 2 พอมาถึงลูกที่ 3 พระองค์จึงถามเด็กชายว่า แล้วลูกนี้เจ้าจะไม่ทุบมันด้วยหรือ เหตุใดจึงทำลายแค่ 2 ลูกแรก เด็กชายกราบทูลพระราชาอย่างใจเย็นว่า ภูเขาลูกแรกเสมือนความรักของพ่อแม่ที่แม้จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด แต่เมื่อพวกเขาตัดสินใจส่งข้ามาให้เผชิญกับความตายก็เท่ากับว่าพวกเขาไม่เหลือเยื่อใยแห่งความรักและความปรารถนาดีต่อข้าพระองค์อีกต่อไป ความสัมพันธ์นี้จึงขาดลงนับตั้งแต่วันนั้น  ส่วนภูเขาลูกที่ 2 คือ พระองค์ ผู้เป็นกษัตริย์ แต่ไม่รักและห่วงใยประชาชน สั่งฆ่าได้แม้กระทั่งเด็กตัวเล็กที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง ซึ่งเปรียบเสมือนลูกของพระองค์ ดังนั้น ข้าจึงไม่ศรัทธาในตัวพระองค์อีกต่อไป ข้าจึงตัดสินใจทำลายมันเสีย
ส่วนภูเขาลูกที่ 3 ข้าจะเก็บมันไว้ เพราะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้ายังเหลืออยู่ นั่นก็คือ “ความดีงาม” ที่ข้าได้เพียรพยายามและรักษามันมาตลอด 12 ปี ข้ายังคงศรัทธาในความดีและเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ข้ารอดพ้นจากอันตรายและความตายในครั้งนี้ ข้าจึงไม่ทุบทำลายมันเสีย  เมื่อฟังเด็กน้อยพูดจบลง พระองค์ทรุดเข่าลงนั่งต่อหน้าเด็กชายคนนี้ และบอกกับเด็กชายว่า จริงสินะ ข้ามัวนึกถึงแต่ตัวเอง ข้าไม่น่าทำพิธีนี้ตั้งแต่แรก ข้ากำลังจะฆ่าประชาชนที่เสมือนลูกของข้าด้วยตัวของข้าเอง เจ้าเป็นเด็กแท้ๆ กลับคิดได้และมีสติปัญญาอันหลักแหลมเป็นเลิศเหนือกว่าเด็กในวัยเดียวกันที่ข้าเคยพบเห็นมา...เอาล่ะ! ข้าจะไม่จับเจ้าไปบวงสรวงแล้วเพราะตอนนี้ข้ามีรัชทายาทแล้ว    ข้าจะรับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรมและแต่งตั้งเจ้าเป็นรัชทายาทให้ครองบัลลังก์และดูแลทุกข์สุขของประชาชนต่อไป”
เกือบทุกครั้งที่นิทานทุกเรื่องจบลงผู้ฟังมักได้ยินวรรคทองของผู้เล่าเรื่องที่ว่า “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถือเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเล่านิทานที่คุ้นหูคนฟังมาช้านาน นิทานเรื่องนี้ก็เช่นกัน ผู้เล่าเรื่องได้แฝงข้อคิดที่สำคัญกอรปกับข้อคิดที่ได้จากผู้อ่าน (ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบทความนี้) ทำให้ได้ข้อคิด 2 ประการสำคัญ คือ 1) ส่วนใหญ่ผู้เป็นพ่อแม่จะรักลูกคนแรก และคนสุดท้องมาก ขณะที่ลูกคนกลางมักจะไม่ค่อยได้รับความเอาใจใส่อย่างที่ควรจะเป็น โดยมากลูกคนกลางจะมีนิสัยคล้ายพี่คนโต คือ เอาการเอางาน มีความเข้มแข็ง และไม่เอาแต่ใจเหมือนลูกคนสุดท้อง ส่วนใหญ่มักจะเป็นที่พึ่งพิงของพี่ๆน้องๆและพ่อแม่ได้ เพราะไม่ถูกตามใจจนเสียคน แต่ลึกๆแล้วเขาก็อาจจะแฝงด้วยความน้อยใจต่อผู้ปกครอง การเลี้ยงดูบุตรหลานจึงเป็นสิ่งที่ยากมาก ที่จะทำให้เด็กๆทุกคนได้รับความรักและความเอาใจใส่อย่างเท่าเทียมกัน ผู้ปกครองจึงควรพิจารณาสิ่งนี้มากขึ้น  2) สติและปัญญา บวกกับความดีงามจะสามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากเหตุการณ์คับขันได้ จงเชื่อมั่นและ "ศรัทธาในความดี" อย่างที่ชาว มรส. เชื่อมั่นและยึดถือสิ่งนี้มาโดยตลอด